รับสอนทำโปรเจ็คจบทางคอมพิวเตอร์ และ IT สำหรับนักศึกษาทุกประเภท

รับสอนทำโปรเจคจบจ้า


ด้วยผลงานรับประกันคุณภาพ สอนมามากกว่า 20 กลุ่มจบทุกกลุ่มครับ แถมได้ความรู้ในการทำงานจริงๆไปสมัครงานด้วย ค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าจ้างทำโปรเจคอีกนะจ๊ะน้องๆทั้งหลาย

สอนวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา พร้อมช่วยแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกับทำโปรเจค สาย IT หรือ CS หรือ CPE ที่ว่ายากแสนยากให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด
ไม่ว่าจะเป็น C#,VB, .NET ASP.NET, JAVA, PHP รับสอนได้หมดจ้า

ตอนนี้รับเฉพาะ ในเขต กทม. และขอนแก่นเท่านั้นนะครับ



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนทำโปรเจ็ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนทำโปรเจ็ค แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

มีปัญหากับเพื่อน หรือคู่ โปรเจค ทำไงดี

ก่อนอื่นขอบ่นนิดนึง ช่วงนี้รับงานหนักมาก สมองเริ่มรวน สอนดึก ทำงานก็หนัก จำอะไรไม่ค่อยได้ คิดได้แต่ไม่จำ แต่ก็สนุกดีครับทำงานหนักมันก็ดีไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องเซ็ง

แต่ตอนนี้กลุ่มที่สอนอยู่เริ่มมีปัญหากันภายในกลุ่มบ้างแล้ว ไม่คุยกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ถ้าจะให้แนะนำแบบคนทั่วไปเค้าแนะนำักันก็คงต้องบอกว่า ใจเย็นๆแล้วคุยกันดีๆ คิดแต่เรื่องทำให้จบไว้ก่อน พูดน่ะมันพูดได้แต่ให้ทำน่ะมันยากกว่าเขียนโปรแกรมซะอีก จริงไม๊้น้องๆ ไม่อยากจะบอกเลยว่า เห็นกรณีนี้ทำให้หลายๆคนเสียเพื่อนเพราะทำโปรเจคจบกันมาก็หลายคน เรื่องไม่รับผิดชอบ เรื่องไม่ช่วยกัน ที่สำคัญก็เรื่องเงิน

แต่สิ่งที่อยากจะบอกจริงๆ และอยากจะบอกเฉพาะกับคนที่ตั้งใจจะเรียนให้จบ หรือทำโปรเจคให้จบจริงๆคือ "ช่างแม่ง" ขออภัยที่ใช้คำไ่ม่สุภาพ อาจจะโดนสื่อออกมาโจมตีได้ถ้าพี่เกิดดังขึ้นมา 555  แต่ที่อยากจะบอกคืออย่าไปสนใจคนไ่ม่คิดถึงอนาคต เพราะคนจะคุมอนาคตเราเองก็คือตัวเรา จะจบหรือไม่จบอยู่ที่เราไม่ใช่เพื่อน (แต่เงินต้องทวงนะ) ถ้ามัวแต่มานั่งบ่น นั่งคิดว่าเพื่อนไม่ช่วย ไม่สนใจ เรายิ่งหมดกำลังใจ ขยะในสมองก็จะเยอะขึ้น พื้นที่มีประโยชน์ที่เอาไว้คิดอันน้อยนิดเราก็จะยิ่งลดลงไป พลังต่างๆ พาลให้เราไม่จบตามเพื่อนๆ

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รับสอนทำโปรเจ็คจบทางคอมพิวเตอร์ และ IT สำหรับนักศึกษาทุกประเภท

รับสอนทำโปรเจคจบจ้า

ด้วยผลงานรับประกันคุณภาพ สอนมา 8 กลุ่มจบทุกกลุ่มครับ แถมได้ความรู้ในการทำงานจริงๆไปสมัครงานด้วย ค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าจ้างทำโปรเจคอีกนะจ๊ะน้องๆทั้งหลาย

สอนวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา พร้อมช่วยแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกับทำโปรเจค สาย IT หรือ CS หรือ CPE ที่ว่ายากแสนยากให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด

ตอนนี้รับเฉพาะ ในเขต ขอนแก่น*เท่านั้นนะครับ
เดือนกันยายน ว่างสองที่นะครับ





บทเรียนสอนทำโปรเจคต่อไปมีชื่อว่า ถามกูเกิ้ลยังไงให้ได้ข้อมูลดีๆ

ไม่เข้าใจนะครับว่าทำไมชอบมีนร. น้องๆ หรือเพื่อนๆหลายๆคนชอบมาถามผมว่า ถ้าอยากทำอันนี้ต้องทำยังไง จะไปหาที่ไหน ทุกครั้งที่ผมบอกกลับเค้า ผมจะบอกคีเวิร์ดให้เค้าให้ไปถามเพื่อนกู(เกิ้ล) แล้วเค้าก็จะบอกว่า อ่อ แค่นี้เองเหรอ ผมก็ยังสงสัยมาจนทุกวันนี้ว่าทำไมคนทั่วไปถึงไม่ยอมแม้แต่จะถามกูเกิ้ลก่อนไปถามอาจารย์หรือเพื่อน
แต่ที่น่าเขกกะโหลกกว่านั้นคือมันทำไมคิดคีย์เวิร์ดในการหากันไม่ได้ มีน้องคนนึงมาถามผม ต้องขอบคุณเค้าไว้นะที่นี้ด้วย ที่เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ต้องชื่นชมในความพยายามของน้องเค้ากว่าสองเดือนที่ใช้คำว่า "ตัวอย่าง โปรแกรม C# 2008" ถ้าหาแบบนี้ผลลัพธ์ที่ได้มันก็จะมีแต่ตัวอย่างในหนังสือเรียนจริงไหมครับ

ผมจะสอนว่าควรจะเลือกคีย์เวิร์ดอย่างไรและไปหาที่ไหนกันดี

อย่างแรกเลยเป็นเรื่องของแหล่งหาตัวอย่างโปรแกรม เหตุผลที่ให้หาตัวอย่างเพราะ การเลียนแบบนั้นทำให้เราพัฒนาได้เร็ว หลักการนี้เรียกว่า Benchmark ประเทศอย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน เติบโตด้านเทคโนโลยีได้ทุกวันนี้ก็เพราะมาจากการเลียนแบบ การเรียนแบบต่างจากก็อบปี้อย่างไร เลียนแบบคือการทำความเข้าใจว่าสิ่งนั้นๆทำอย่างไรจนทำเองได้ ตั้งแต่ต้น เพียงแต่ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดวิธีการเอง ทำให้เราสามารถต่อยอดสิ่งที่เลียนแบบเพิ่มเติมได้ แต่การก็อปปี้ก็คือไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ก็อปมาโดยไม่เข้าใจ แค่ทำให้เหมือนเป็นพอ
แหล่งตัวอย่างโปรแกรมที่ผมใช้บ่อยๆจะมีที่


อย่างแรกเป็นตัวอย่างง่ายๆก็มีเน้นตัวอย่างเล็กๆ แต่ที่ sourceforge.net จะเป็น opensource โปรแกรมขนาดใหญ่ใช้งานได้จริง ผมแนะนำสำหรับมือใหม่ ไปดูที่ codeproject จะดีที่สุดครับ




แนะนำตัวอย่างหัวข้อโปรเจคโดยพี่น้องชาว Geek แห่ง Blognone

- หมายเหตุ : บทความนี้นำมาจาก www.blognone.com

Ask Blognone: เทคโนโลยีไหนที่น้องๆ น่าใช้ทำโปรเจคจบ 3.0

ถึงเทศกาลเปิดเทอมกันอีกครั้ง ปีนี้ก็ได้เวลาที่น้องๆ ปีสี่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จะหาหัวข้อทำโปรเจคอีกครั้ง และคงเป็นเทศกาลประจำปีที่ผมจะมาถามไอเดียของชาว Blognone ว่ามีอะไรจะเสนอแนะน้องๆ กันบ้างหรือไม่
ก่อนหน้านี้เราเคยเสนอไปแล้วสองครั้ง (1,2) ครั้งนี้ผมเสนอต่างออกไป คือให้เราเสนอ "เครื่องมือ" มาพร้อมๆ กับ "หัวข้อ" โปรเจคกัน
ผมเสนอเช่นนี้เพราะพบความจริงว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีนั้นมีจำนวนมากที่ไม่สามารถ จับคู่ระหว่าง "ปัญหา" และ "เครื่องมือ" ที่จะใช้แก้ปัญหาได้ โดยมากแล้วน้องๆ มักจะมีความสามารถในเครื่องมือบางตัว เช่น C/C++, C#/.NET, Java, VHDL, PHP, SQL, วงจรไฟฟ้า ฯลฯ แต่หลายครั้งที่เราให้ปัญหาไปตรงๆ เช่น ระบบตัดคำไทย, multi-touch ด้วย WiiMote ฯลฯ หลายคนกลับมีคำถามว่าแล้วจะได้ใช้เทคโนโลยีตัวไหน ทำอย่างไร ฯลฯ
ดังนั้นเรามาช่วยกันยกตัวอย่างให้กับน้องๆ ว่าปัญหาเช่นไรเราจึงเลือกเทคโนโลยีใด

ตัวอย่าง

  • ปัญหา: กล้องจับวงจรปิดจับภาพเมื่อมีการเคลื่อนไหว ส่งภาพผ่าน WiFi
  • เทคโนโลยี/เครื่องมือ: CHDK, Canon Powershot, Eye-Fi
  • แนวคิด: ใช้สินค้า off-the-shelves ให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุน, สินค้าราคาถูกๆ สำหรับตลาดใหญ่ๆ มีประสิทธภาพดีกว่าสินค้าเฉพาะทางราคาแพงในบางแง่มุม

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ใครอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องอ่านนี่ดู : เหตุการณ์สุดคลาสสิกของอาชีพโปรแกรมเมอร์

เหตุการณ์สุดคลาสสิกของอาชีพโปรแกรมเมอร์
สังเกตดูดีๆ คนที่ทำงานสาย software developer นั้น จะเจอเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดชีวิตการทำงานสายนี้ และต่อไปนี้ขอเชิญอ่าน เหตุการณ์สุดคลาสสิคของโปรแกรมเมอร์เมอร์เมอร์….(มีเสียงสะท้อนเล็กน้อย)
  • โปรเจ็คที่ได้รับมักจะดูเหมือนง่ายในตอนแรก แต่สับสนวุ่นวายในตอนสุดท้าย
  • การให้โปรแกรมเมอร์ทำเอกสาร เปรียบเสมือนเอานาวิกโยธินสหรัฐไปประกวดนางสาวไทย
  • ตอนเขียนโปรแกรมเอง Test เอง ไม่เจอ Bug แต่ตอนไป Test กับลูกค้าเสือกเจอ!!!
  • ตอน Test กับลูกค้าเหมือนจะไม่มีบั้กแล้ว พอเริ่มใช้งานระบบจริง แม่ง เสือกเจอ!!!
  • พอโปรแกรมพังตอนใช้งานจริง โปรแกรมเมอร์มักเอ่ยว่า “ตอน Test ไม่เห็นเป็นเลย” แล้วก็จบด้วยการทำหน้างงๆ แสดงให้เห็นว่า กูไม่รู้จริงๆนะเว้ย
  • ประเมินเวลาของโปรเจ็ค 10 วัน ไม่ใช่การเขียนโปรแกรม 80 ชั่วโมงต่อคน แต่อาจะเป็น 100ชั่วโมงต่อคน หรือมากกว่านั้น
  • Programmer เก่งกาจจะเป็น System Analyst ทำเอกสารได้ห่วยแตก
  • Programmer ที่เก่งกาจมันพูดภาษาคนแล้วเข้าใจยาก
  • System Analyst ที่ทำเอกสารได้เก่งกาจ มักจะเคยเป็น Programmer ที่เขียนโปรแกรมได้ห่วยแตกมาก่อน
  • ลูกค้าไม่เคยให้ Requirement ครบ
  • ลูกค้าคือพระเจ้า
  • นอกจากลูกค้าแล้ว Google ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน
  • งาน Coding ไม่เคยเสร็จก่อนกำหนด
  • ออกแบบระบบจนเสร็จ แล้วค่อยเขียนโปรแกรม เป็นแค่เรื่องในฝันเท่านั้น (สำหรับคนไทย)
  • คนให้ Requirement จริงๆ มักจะไม่ค่อยอยากได้ระบบ IT หัวหน้ามันนั้นแหละ อยากได้
  • บางที Bug ก็ไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการคำจำกัดความ
  • Bug ก็เหมือนความรัก มองไม่เห็น แต่รู้สึกถึงมันได้
  • ไม่มี OT มีแต่ O-Free
  • Project ที่ โปรแกรมเมอร์ปั่นงานจะจนดึกดื่น มักจะมี Bug เยอะ ถึงเยอะมาก
  • ลูกค้ามักจะขี้เกียจ Test โปรแกรมของมันเอง
  • แต่พอใช้งานจริงแล้วเจอ Bug ชอบมางอแง
  • เขียนโปรแกรมช้า ใช่ว่าจะไม่มี Bug
  • เขียนโปรแกรมเทพ ใช่ว่าจะไม่มี Bug
  • สรุปว่าเขียนยังไงโปรแกรมก็มี Bug
  • การแก้ Code ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าปวดกบาลมาก
  • Code ยิ่งเทพเท่าไหร่ แก้ Bug ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
  • และคนเขียน Code เทพ มักจะโดนสาปแช่งจาก Programmer ที่ต้องมาแก้งานมัน
  • ถ้าโปรแกรมช้า เราจะโทษว่า Server ไม่ดี
  • System Analyst ที่แก้ Design บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันเปลี่ยน”
  • System Analyst ที่เพิ่ม Requirement บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันขอเพิ่ม”
  • Programmer ที่ทำงานไม่ทัน มักจะอ้างว่าประเมินเวลามาน้อยเกินไป
  • มีความเชื่อว่า Application ไม่ต้องการความสวยงาม
  • Requirement สามารถเปลี่ยน เพิ่ม ได้ตลอดเวลา แต่มันไม่มีทางลดลงแน่นอน
  • การเล่น Internet ไร้สาระ คือการผ่อนคลาย
  • การเล่น msn คือการผ่อนคลาย
  • การเล่น social network เป็นการผ่อนคลาย
  • ด่าลูกค้าเป็นความบันเทิง และผ่อนคลาย
  • Internet มีทุกอย่างที่โปรแกรมเมอร์ต้องการ
  • พิมพ์สัมผัสได้ เป็นผลจาการ Chat อันหนักหน่วง
  • มีความเชื่อว่า ถ้าพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยความรุนแรง จะดูเท่
  • คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า โปรแกรมเมอร์ทำได้ทุกอย่างที่เกียวกับ computer
  • ดังนั้น โปรแกรมเมอร์เป็นที่พึ่งให้ เพื่อนๆ พ่อ แม่ พี่น้อง อากง อาม่า เวลามีปัญหากับเทคโนโลยีใหม่ๆ
  • ไม่มีโปรแกรมเมอร์คนไหน กลับบ้านตรงเวลาตลอด
  • ชีวิตจะบัดซบทุกครั้ง ที่ไฟดับ
  • ตอน Present โปรแกรมให้ลูกค้าดู ต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนทุกครั้ง
  • เวลาขี้เกียจแก้งาน โปรแกรมเมอร์จะบอกว่า “Code ตรงนี้กูไม่ได้เป็นคนเขียนครับ”
  • เวลาโปรแกรมมีปัญหา ลูกค้ามักจะบอกว่า “ยังไม่ได้ไปทำอะไรมันเลยนะ อยู่ๆก็ใช้ไม่ได้”
  • โปรแกรมเมอร์ว่างงาน มักง่วงตอนสายๆ หรือบ่ายๆ
  • คาเฟอีนคือยาวิเศษ
  • การนั่งหลับเวลาง่วงมักไม่ค่อยได้รับความยอมรับจากหัวหน้า
ปล.และอื่นๆอีกมากมาย
ที่มา : www.narongwit.com
ปล. เจ้าของบล็อก :

  • โปรแกรมเมอร์หลายคนเช่นผมอาจจะ แบ่งเวลา 1 ใน 3 ของเวลางานที่ประเมินไว้ไปนั่งเล่น เน็ต แช็ทเอ็ม หรือทำเรื่องที่ตัวเองสนใจ พอเวลาเริ่มกดดันจะค่อยมีสมาธิแล้วเริ่มทำงาน
  • ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะต้องเปลี่ยนงานบ่อยๆ พูดเก่งๆ
  • ภาษาที่สำคัญจริงๆ คือภาษาพูดกับภาษาอังกฤษ พรีเซนต์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
  • งานประจำเหมือนยานอนหลับ จ็อบนอกเหมือนกาแฟ เกมส์ เหมือนกิน M150 สาว AV คือยาบ้า
  • โปรแกรมเมอร์ก็ไม่ได้รู้หรอกนะว่าจะแก้ไวรัสยังไง หรือ ถ้าโทรศัพท์มีปัญหาจะแก้ยังไง
  • โปรแกรมเมอร์หลายคนรวมทั้งผม ให้ทำกราฟฟิกคงไม่ไหวนะ

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

การแปลกไฟล์รูปภาพ byte[] เป็น Base64 String และการแปลง Base64 String เป็น Image

น่าจะได้ใช้กันครับในการอัพโหลดรูปภาพขึ้นเว็บมีวิธีการแปลง image เป็น base64 string และ base64 string กลับไปเป็นรูปภาพ image ทำอย่างไรบ้างลองมาดูกัน

Image to Base64 String

public string ImageToBase64(Image image, 
  System.Drawing.Imaging.ImageFormat format)
{
  using (MemoryStream ms = new MemoryStream())
  {
    // Convert Image to byte[]
    image.Save(ms, format);
    byte[] imageBytes = ms.ToArray();

    // Convert byte[] to Base64 String
    string base64String = Convert.ToBase64String(imageBytes);
    return base64String;
  }
}

Base64 String to Image

public Image Base64ToImage(string base64String)
{
  // Convert Base64 String to byte[]
  byte[] imageBytes = Convert.FromBase64String(base64String);
  MemoryStream ms = new MemoryStream(imageBytes, 0, 
    imageBytes.Length);

  // Convert byte[] to Image
  ms.Write(imageBytes, 0, imageBytes.Length);
  Image image = Image.FromStream(ms, true);
  return image;
}

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทำโปรเจคจบยังไงให้โดนใจคุณครู ตอนที่ 2

หายไปหลายวันกลับมาใหม่ ก็ลืมเลยว่าจะเขียนไรต่อ ฮ่าๆๆ
เอาเป็นว่าขั้นต่อไปจะมาพูดถึงว่าทำไงให้มันโดนใจอาจารย์ ในส่วนของไอเดีย และจินตนาการ

มีข้อคิดในการหาไอเดียอย่างนี้ครับ
1. คุณไปอ่านๆๆๆๆๆ อะไรก็ได้ อย่าอ่านแต่คอมพิวเตอร์ เว็บ บล็อกสารานุกรม หรืออะไรทั้งหลาย แล้วลองคิดดูว่ามันขาดอะไรไปบ้าง เราต้องการเพิ่มอะไรเข้าไป เช่นไปร้านเน็ตก็น่าจะมีโปรแกรมสั่งอาหารสั่งขนมโดยไม่ต้องเดิน อะไรแบบนั้น ให้ร้านเค้าเอามาส่งเองเลย

2. คุณมีงานอดิเรกอะไร มีความสนใจเรื่องไหน เคยเห็นอะไรแล้วสะดุดตา ลองไปคิดดูว่ามันเอามาใส่ในคอมฯได้ไหมถ้าได้ลองคิดเป็นโปรเจคดู

3. ถามๆๆๆๆ แล้วก็ ถาม ให้มากที่สุด กล้าถามก็มีคนกล้าตอบ ถามอาจารย์ที่ปรึกษาง่ายที่สุด อิอิแต่จะให้ดีไปถามในกูเกิ้ลก่อนแล้วค่อยไปถามคน ไม่งั้นเดี๋ยวโดนเค้าด่ามาว่าไม่หาข้อมูลก่อนมาถาม

4. เอาให้มันใช้ได้จริงนะ เป็นโปรแกรมที่ควรทำมาแล้วได้ใช้

นึกไม่ออกละถ้านึกออกเดี๋ยวมาเขียนใหม่นะ บายๆ ว่าที่โปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย สวัสดีครับ


วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทำโปรเจคจบยังไงให้โดนใจคุณครู ตอนที่ 1


วันนี้มาเริ่มต้นกันด้วยไอเดียดีกว่า ไอเดีย จินตนาการ สำคัญกว่าวิธีการ มีใครเถียงผมไหม? เพราะฉนั้นเหตุผลที่คนเขียนโปรแกรมไม่เก่งไม่ได้อยู่ที่เค้าไม่เข้าใจ แต่เ้ค้าขาดจินตนาการมากกว่า แต่ข้ามมันไปก่อน อยากจะแชร์ให้น้องๆ (อิอิ ขอเรียกน้องๆนะครับ) ได้รับไอเดียจากผมไปบ้างว่าอะไรที่คิดว่าทำแล้วโดนใจอาจารย์ที่ปรึกษา คณะกรรมการ หรือแม้กระทั่งให้มันไปประกวดได้รางวัลไปเลย

อย่างแรกมาดูกันก่อนว่าไอเดียดีๆควรจะเป็นแบบไหน
  • ใช้ได้จริง ไม่ใช่ทำแล้วกองไว้เปลือง CD กับค่า กระดาษ A4
  • มีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ หรือสร้างสรรค์
  • ไม่จำเป็นต้องใหม่ทั้งหมด เอาที่มีอยู่แล้วมา่ต่อยอดก็ได้ครับ อาจารย์ส่วนใหญ่แค่อยากดูว่าเราเขียนโปรแกรมเป็นไหมแค่นั้นเอง
  • หน้าตาไม่สำคัญเท่า ฟังก์ชั่นการทำงาน เพราะเราเป็น programmer ไม่ใช่ designer แต่ถ้าสวยหรือหรูก็ได้คะแนนเพิ่ม แต่ขอให้เรียบหรูดีไว้เป็นใช้ได้
  • ถ้าทำเว็บลองใส่ Ajax แปลกๆเข้าไปดู เพื่อเรียกร้องคะแนนสงสารในความพยายามของเรา
  • อย่าทำโครงการใหญ่เกินไป เดี๋ยวทำไม่เสร็จ อย่าไปรัดคอตัวเองนั่นแหละเดี๋ยวซวย เอาเนื้อๆเน้นๆจะดีกว่า เคยเจอโครงการนึงทำ dictionary webservice เสียเวลา 80% ไปกับการคีย์คำศัพท์ สนุกไหมละนั่น
  • ถ้าเอาแบบโดนจริงๆต้องมี Innovation ด้วยอย่างตอนผมเป็นนักศึกษา จาวา มาใหม่ๆ ผมก็เลยทำห้องทดลองฟิสิกส์ออนไลน์ ได้รางวัล NSC กับเค้าด้วยนะ จริงๆมันเป็นโปรเจ็คย่อยจาวา ผมก็เลยจับเอามารวมๆยำๆทำเป็น เว็บ E-Learning ซะเลย ก็เลยเวิร์ก อีกอันก็ตอนกระแส WebService มาก็รีบทำก่อนเพื่อนเลย ทำไม่เสร็จแต่ก็จบวิชาโปรเจคเพราะการพรีเซนต์เข้าช่วยฮ่าๆ มันโดนใจอาจารย์่น่ะครับต่อรองได้
  • แบ่งงานกันดีๆ ให้คุณครูเห็นว่าเราทำเป็นทีมได้ดีขนาดไหน โปรเจคเทพแต่เพื่อนอีกคนพิมพ์เอกสารก็ไม่เวิร์กนะ
  • เลิกเล่นเกมส์ ไปหาอ่านบล็อก บทความดีๆซะบ้าง ลงมืำอตอนนี้เลย อย่ารอ โอเค๊!!!
เดี๋ยวมาต่อตอนที่ 2 นะไปละ แอ่น แอน แอ๊นนนนนนนน

ปัญหาของเด็กที่เรียนสาย IT ทุกวันนี้ รู้ตัวเองก่อน สอนทำโปรเจค ด้วย C#.Net

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่านี่เป็นเพียงแคุ่มุมมองหนึ่งในฐานะรุ่นพี่ โปรแกรมเมอร์ และอาจารย์คนหนึ่งที่มองต่อ เพื่อนๆืที่เคยเรียนด้วยกัน หรือเด็กที่เคยสอน ผมจะมองภาพรวมสำหรับ คนที่ไม่ได้เก่งหรือมีทักษะ ในการเขียนโปรแกรมเท่าไหร่ คนไหนเก่งแล้วไม่ต้องอ่านครับ หรือถ้าอ่านคิดว่ามีอะไรน่าเพิ่มเติมก็ใส่ให้หน่อยละกัน

สิ่งที่คนมาเรียนสาย IT ไม่ว่าจะเป็นสาขา สารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิศวคอมพิวเตอร์ แล้วเขียนโปรแกรมไม่เป็นน่าจะ(น่าจะนะครับไม่ได้ฟันธง) มาจากปัจจัยประมาณนี้

  • เรียนแบบจำๆๆๆ จดๆๆๆ ไม่ค่อยคิดสร้างสรรค์
  • ไม่กล้าลงมือ เพราะกลัวผิด
  • ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโค้ดที่ก็อบมา
  • อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก
  • ไม่ค่อยสังเกตสิ่งรอบข้าง หรือไม่เป็นคนช่างสังเกตนั่นแหละ
  • ไม่มีฝันหรือเป้าหมายในชีวิตเท่าไหร่
  • ไม่กล้าเดา
  • ไม่กล้าตัดสินใจ
  • ไม่มีความเป็นผู้นำ
  • ขี้เกียจ ไม่ยอมหัดเขียนโปรแกรม ไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือขี้เกียจกระทั่งเปิดดิคชันนารี
  • ไม่รู้จะเรียนไรเลยมาเรียนคอมเพราะคิดว่า เล่น msn หรือ games online เยอะๆแล้วจะเรียนคอมรู้เรื่อง
  • จริงๆยังมีอีกเยอะ เดี๋ยวมาลงเพิ่ม
นี่แค่คร่าวๆนะครับ ผมว่ายังมีอีกหลายข้อ คือเท่าที่เห็นเนี่ย นอกจากจะปึกคอมแล้วยังขี้เกียจอีกต่างหากครับ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญอย่างแรกเลย คือคุณต้อง ขยัน (ตัวใหญ่ๆ) ผมเห็นมาเยอะแล้วครับเรียน 4 ปี จบไม่ได้เก่งอะไรแต่อาศัยขยันๆๆๆ ก็เขียนเป็นเองครับ

ใครลองพิจารณาดูนะครับ ที่ผมบอกไปนี่คือข้อด้อยถ้าคุณมีหลายข้อก็ให้เปลี่ยนเป็นตรงกันข้ามนะครับ แล้วจะดีขึ้นเชื่อผม

แล้วเจอกันในบทความถัดไป บายๆ เจอกันนะเด็กๆ จุ๊บๆ

ผมทำบล็อกนี้ขึ้นมาทำไม (บล็อก สอนทำโปรเจ็ค ด้วย C#)

สวัสดีครับ ขอแนะนำตัวอีกครั้งละกันนะครับ ผมชื่อนายวาที วิเชียรนิตย์ เรียกว่า เวย์ ก็ได้ ก็เคยเป็นอาจารย์สอนคนมาระยะหนึ่ง แต่เดียวนี้ก็มาเป็นโปรแกรมเมอร์ กับนักธุรกิจเล็กๆแล้ว แต่ช่วงที่เป็นอาจารย์เนี่ยเคยรับสอนพิเศษให้นักศึกษาทำโปรเจคด้วยภาษา Java อยู่กับฐานข้อมูลอย่าง Oracle ก็เลยอยากจะมาแชร์ข้อมูลให้น้องๆ น.ศ. ที่ต้องทำโปรเจคจบเกี่ยวกับสาย IT หรือ Computer ทั้งหลายได้มีไอเดียไปต่อยอดกันต่อไปนะครับ

สิ่งที่จะมีในเว็บนี้ก็จะเป็น
  • เทคนิคการทำโปรเจคให้โดนใจอาจารย์
  • สอนเริ่มต้นพื้นฐานในการเขียนโปรแกรม
  • ตัวอย่างโค้ดที่จำเป็น ไม่ใช่ในหนังสือห่วยๆในร้านขายหนังสือพวกนั้นเอามาใช้ไม่ได้หรอกจ้า
  • ตัวอย่างโปรแกรมบางโปรแกรมที่น่าไปลองแกะดู
  • แชร์ไอเดียทำโปรเจคกันด้วยละกัน