ก่อนอื่นขอบ่นนิดนึง ช่วงนี้รับงานหนักมาก สมองเริ่มรวน สอนดึก ทำงานก็หนัก จำอะไรไม่ค่อยได้ คิดได้แต่ไม่จำ แต่ก็สนุกดีครับทำงานหนักมันก็ดีไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องเซ็ง
แต่ตอนนี้กลุ่มที่สอนอยู่เริ่มมีปัญหากันภายในกลุ่มบ้างแล้ว ไม่คุยกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ถ้าจะให้แนะนำแบบคนทั่วไปเค้าแนะนำักันก็คงต้องบอกว่า ใจเย็นๆแล้วคุยกันดีๆ คิดแต่เรื่องทำให้จบไว้ก่อน พูดน่ะมันพูดได้แต่ให้ทำน่ะมันยากกว่าเขียนโปรแกรมซะอีก จริงไม๊้น้องๆ ไม่อยากจะบอกเลยว่า เห็นกรณีนี้ทำให้หลายๆคนเสียเพื่อนเพราะทำโปรเจคจบกันมาก็หลายคน เรื่องไม่รับผิดชอบ เรื่องไม่ช่วยกัน ที่สำคัญก็เรื่องเงิน
แต่สิ่งที่อยากจะบอกจริงๆ และอยากจะบอกเฉพาะกับคนที่ตั้งใจจะเรียนให้จบ หรือทำโปรเจคให้จบจริงๆคือ "ช่างแม่ง" ขออภัยที่ใช้คำไ่ม่สุภาพ อาจจะโดนสื่อออกมาโจมตีได้ถ้าพี่เกิดดังขึ้นมา 555 แต่ที่อยากจะบอกคืออย่าไปสนใจคนไ่ม่คิดถึงอนาคต เพราะคนจะคุมอนาคตเราเองก็คือตัวเรา จะจบหรือไม่จบอยู่ที่เราไม่ใช่เพื่อน (แต่เงินต้องทวงนะ) ถ้ามัวแต่มานั่งบ่น นั่งคิดว่าเพื่อนไม่ช่วย ไม่สนใจ เรายิ่งหมดกำลังใจ ขยะในสมองก็จะเยอะขึ้น พื้นที่มีประโยชน์ที่เอาไว้คิดอันน้อยนิดเราก็จะยิ่งลดลงไป พลังต่างๆ พาลให้เราไม่จบตามเพื่อนๆ
โรงเรียนสอนทำโปรเจคจบด้วย Ruby on Rails, CC#.Net, PHP, JAVA, Android, BB โดยอดีตอาจารย์ ที่ตอนนี้เป็นโปรแกรมเมอร์จ้า ติดตามได้ที่ http://expstudio.net
รับสอนทำโปรเจ็คจบทางคอมพิวเตอร์ และ IT สำหรับนักศึกษาทุกประเภท
รับสอนทำโปรเจคจบจ้า
ด้วยผลงานรับประกันคุณภาพ สอนมามากกว่า 20 กลุ่มจบทุกกลุ่มครับ แถมได้ความรู้ในการทำงานจริงๆไปสมัครงานด้วย ค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าจ้างทำโปรเจคอีกนะจ๊ะน้องๆทั้งหลาย
สอนวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา พร้อมช่วยแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกับทำโปรเจค สาย IT หรือ CS หรือ CPE ที่ว่ายากแสนยากให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด
ไม่ว่าจะเป็น C#,VB, .NET ASP.NET, JAVA, PHP รับสอนได้หมดจ้า
ตอนนี้รับเฉพาะ ในเขต กทม. และขอนแก่นเท่านั้นนะครับ
ตอนนี้รับเฉพาะ ในเขต กทม. และขอนแก่นเท่านั้นนะครับ
ติดต่อ way_cs16@hotmail.com ครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนทำโปรเจ็ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอนทำโปรเจ็ค แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
รับสอนทำโปรเจ็คจบทางคอมพิวเตอร์ และ IT สำหรับนักศึกษาทุกประเภท
รับสอนทำโปรเจคจบจ้า
ด้วยผลงานรับประกันคุณภาพ สอนมา 8 กลุ่มจบทุกกลุ่มครับ แถมได้ความรู้ในการทำงานจริงๆไปสมัครงานด้วย ค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าจ้างทำโปรเจคอีกนะจ๊ะน้องๆทั้งหลาย
สอนวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา พร้อมช่วยแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกับทำโปรเจค สาย IT หรือ CS หรือ CPE ที่ว่ายากแสนยากให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด
ตอนนี้รับเฉพาะ ในเขต ขอนแก่น*เท่านั้นนะครับ
เดือนกันยายน ว่างสองที่นะครับ
ด้วยผลงานรับประกันคุณภาพ สอนมา 8 กลุ่มจบทุกกลุ่มครับ แถมได้ความรู้ในการทำงานจริงๆไปสมัครงานด้วย ค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าจ้างทำโปรเจคอีกนะจ๊ะน้องๆทั้งหลาย
สอนวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา พร้อมช่วยแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกับทำโปรเจค สาย IT หรือ CS หรือ CPE ที่ว่ายากแสนยากให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด
ตอนนี้รับเฉพาะ ในเขต ขอนแก่น*เท่านั้นนะครับ
เดือนกันยายน ว่างสองที่นะครับ
บทเรียนสอนทำโปรเจคต่อไปมีชื่อว่า ถามกูเกิ้ลยังไงให้ได้ข้อมูลดีๆ
ไม่เข้าใจนะครับว่าทำไมชอบมีนร. น้องๆ หรือเพื่อนๆหลายๆคนชอบมาถามผมว่า ถ้าอยากทำอันนี้ต้องทำยังไง จะไปหาที่ไหน ทุกครั้งที่ผมบอกกลับเค้า ผมจะบอกคีเวิร์ดให้เค้าให้ไปถามเพื่อนกู(เกิ้ล) แล้วเค้าก็จะบอกว่า อ่อ แค่นี้เองเหรอ ผมก็ยังสงสัยมาจนทุกวันนี้ว่าทำไมคนทั่วไปถึงไม่ยอมแม้แต่จะถามกูเกิ้ลก่อนไปถามอาจารย์หรือเพื่อน
แต่ที่น่าเขกกะโหลกกว่านั้นคือมันทำไมคิดคีย์เวิร์ดในการหากันไม่ได้ มีน้องคนนึงมาถามผม ต้องขอบคุณเค้าไว้นะที่นี้ด้วย ที่เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ต้องชื่นชมในความพยายามของน้องเค้ากว่าสองเดือนที่ใช้คำว่า "ตัวอย่าง โปรแกรม C# 2008" ถ้าหาแบบนี้ผลลัพธ์ที่ได้มันก็จะมีแต่ตัวอย่างในหนังสือเรียนจริงไหมครับ
ผมจะสอนว่าควรจะเลือกคีย์เวิร์ดอย่างไรและไปหาที่ไหนกันดี
อย่างแรกเลยเป็นเรื่องของแหล่งหาตัวอย่างโปรแกรม เหตุผลที่ให้หาตัวอย่างเพราะ การเลียนแบบนั้นทำให้เราพัฒนาได้เร็ว หลักการนี้เรียกว่า Benchmark ประเทศอย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน เติบโตด้านเทคโนโลยีได้ทุกวันนี้ก็เพราะมาจากการเลียนแบบ การเรียนแบบต่างจากก็อบปี้อย่างไร เลียนแบบคือการทำความเข้าใจว่าสิ่งนั้นๆทำอย่างไรจนทำเองได้ ตั้งแต่ต้น เพียงแต่ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดวิธีการเอง ทำให้เราสามารถต่อยอดสิ่งที่เลียนแบบเพิ่มเติมได้ แต่การก็อปปี้ก็คือไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ก็อปมาโดยไม่เข้าใจ แค่ทำให้เหมือนเป็นพอ
แหล่งตัวอย่างโปรแกรมที่ผมใช้บ่อยๆจะมีที่
อย่างแรกเป็นตัวอย่างง่ายๆก็มีเน้นตัวอย่างเล็กๆ แต่ที่ sourceforge.net จะเป็น opensource โปรแกรมขนาดใหญ่ใช้งานได้จริง ผมแนะนำสำหรับมือใหม่ ไปดูที่ codeproject จะดีที่สุดครับ
แนะนำตัวอย่างหัวข้อโปรเจคโดยพี่น้องชาว Geek แห่ง Blognone
- หมายเหตุ : บทความนี้นำมาจาก www.blognone.com
Ask Blognone: เทคโนโลยีไหนที่น้องๆ น่าใช้ทำโปรเจคจบ 3.0
Ask Blognone: เทคโนโลยีไหนที่น้องๆ น่าใช้ทำโปรเจคจบ 3.0
ถึงเทศกาลเปิดเทอมกันอีกครั้ง ปีนี้ก็ได้เวลาที่น้องๆ ปีสี่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จะหาหัวข้อทำโปรเจคอีกครั้ง และคงเป็นเทศกาลประจำปีที่ผมจะมาถามไอเดียของชาว Blognone ว่ามีอะไรจะเสนอแนะน้องๆ กันบ้างหรือไม่
ก่อนหน้านี้เราเคยเสนอไปแล้วสองครั้ง (1,2) ครั้งนี้ผมเสนอต่างออกไป คือให้เราเสนอ "เครื่องมือ" มาพร้อมๆ กับ "หัวข้อ" โปรเจคกัน
ผมเสนอเช่นนี้เพราะพบความจริงว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีนั้นมีจำนวนมากที่ไม่สามารถ จับคู่ระหว่าง "ปัญหา" และ "เครื่องมือ" ที่จะใช้แก้ปัญหาได้ โดยมากแล้วน้องๆ มักจะมีความสามารถในเครื่องมือบางตัว เช่น C/C++, C#/.NET, Java, VHDL, PHP, SQL, วงจรไฟฟ้า ฯลฯ แต่หลายครั้งที่เราให้ปัญหาไปตรงๆ เช่น ระบบตัดคำไทย, multi-touch ด้วย WiiMote ฯลฯ หลายคนกลับมีคำถามว่าแล้วจะได้ใช้เทคโนโลยีตัวไหน ทำอย่างไร ฯลฯ
ดังนั้นเรามาช่วยกันยกตัวอย่างให้กับน้องๆ ว่าปัญหาเช่นไรเราจึงเลือกเทคโนโลยีใด
ตัวอย่าง
วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ใครอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องอ่านนี่ดู : เหตุการณ์สุดคลาสสิกของอาชีพโปรแกรมเมอร์
CATEGORY: LIFE, PROGRAMMER
สังเกตดูดีๆ คนที่ทำงานสาย software developer นั้น จะเจอเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดชีวิตการทำงานสายนี้ และต่อไปนี้ขอเชิญอ่าน เหตุการณ์สุดคลาสสิคของโปรแกรมเมอร์เมอร์เมอร์….(มีเสียงสะท้อนเล็กน้อย)
ที่มา : www.narongwit.com
ปล. เจ้าของบล็อก :
- โปรเจ็คที่ได้รับมักจะดูเหมือนง่ายในตอนแรก แต่สับสนวุ่นวายในตอนสุดท้าย
- การให้โปรแกรมเมอร์ทำเอกสาร เปรียบเสมือนเอานาวิกโยธินสหรัฐไปประกวดนางสาวไทย
- ตอนเขียนโปรแกรมเอง Test เอง ไม่เจอ Bug แต่ตอนไป Test กับลูกค้าเสือกเจอ!!!
- ตอน Test กับลูกค้าเหมือนจะไม่มีบั้กแล้ว พอเริ่มใช้งานระบบจริง แม่ง เสือกเจอ!!!
- พอโปรแกรมพังตอนใช้งานจริง โปรแกรมเมอร์มักเอ่ยว่า “ตอน Test ไม่เห็นเป็นเลย” แล้วก็จบด้วยการทำหน้างงๆ แสดงให้เห็นว่า กูไม่รู้จริงๆนะเว้ย
- ประเมินเวลาของโปรเจ็ค 10 วัน ไม่ใช่การเขียนโปรแกรม 80 ชั่วโมงต่อคน แต่อาจะเป็น 100ชั่วโมงต่อคน หรือมากกว่านั้น
- Programmer เก่งกาจจะเป็น System Analyst ทำเอกสารได้ห่วยแตก
- Programmer ที่เก่งกาจมันพูดภาษาคนแล้วเข้าใจยาก
- System Analyst ที่ทำเอกสารได้เก่งกาจ มักจะเคยเป็น Programmer ที่เขียนโปรแกรมได้ห่วยแตกมาก่อน
- ลูกค้าไม่เคยให้ Requirement ครบ
- ลูกค้าคือพระเจ้า
- นอกจากลูกค้าแล้ว Google ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน
- งาน Coding ไม่เคยเสร็จก่อนกำหนด
- ออกแบบระบบจนเสร็จ แล้วค่อยเขียนโปรแกรม เป็นแค่เรื่องในฝันเท่านั้น (สำหรับคนไทย)
- คนให้ Requirement จริงๆ มักจะไม่ค่อยอยากได้ระบบ IT หัวหน้ามันนั้นแหละ อยากได้
- บางที Bug ก็ไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการคำจำกัดความ
- Bug ก็เหมือนความรัก มองไม่เห็น แต่รู้สึกถึงมันได้
- ไม่มี OT มีแต่ O-Free
- Project ที่ โปรแกรมเมอร์ปั่นงานจะจนดึกดื่น มักจะมี Bug เยอะ ถึงเยอะมาก
- ลูกค้ามักจะขี้เกียจ Test โปรแกรมของมันเอง
- แต่พอใช้งานจริงแล้วเจอ Bug ชอบมางอแง
- เขียนโปรแกรมช้า ใช่ว่าจะไม่มี Bug
- เขียนโปรแกรมเทพ ใช่ว่าจะไม่มี Bug
- สรุปว่าเขียนยังไงโปรแกรมก็มี Bug
- การแก้ Code ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าปวดกบาลมาก
- Code ยิ่งเทพเท่าไหร่ แก้ Bug ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
- และคนเขียน Code เทพ มักจะโดนสาปแช่งจาก Programmer ที่ต้องมาแก้งานมัน
- ถ้าโปรแกรมช้า เราจะโทษว่า Server ไม่ดี
- System Analyst ที่แก้ Design บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันเปลี่ยน”
- System Analyst ที่เพิ่ม Requirement บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันขอเพิ่ม”
- Programmer ที่ทำงานไม่ทัน มักจะอ้างว่าประเมินเวลามาน้อยเกินไป
- มีความเชื่อว่า Application ไม่ต้องการความสวยงาม
- Requirement สามารถเปลี่ยน เพิ่ม ได้ตลอดเวลา แต่มันไม่มีทางลดลงแน่นอน
- การเล่น Internet ไร้สาระ คือการผ่อนคลาย
- การเล่น msn คือการผ่อนคลาย
- การเล่น social network เป็นการผ่อนคลาย
- ด่าลูกค้าเป็นความบันเทิง และผ่อนคลาย
- Internet มีทุกอย่างที่โปรแกรมเมอร์ต้องการ
- พิมพ์สัมผัสได้ เป็นผลจาการ Chat อันหนักหน่วง
- มีความเชื่อว่า ถ้าพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยความรุนแรง จะดูเท่
- คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า โปรแกรมเมอร์ทำได้ทุกอย่างที่เกียวกับ computer
- ดังนั้น โปรแกรมเมอร์เป็นที่พึ่งให้ เพื่อนๆ พ่อ แม่ พี่น้อง อากง อาม่า เวลามีปัญหากับเทคโนโลยีใหม่ๆ
- ไม่มีโปรแกรมเมอร์คนไหน กลับบ้านตรงเวลาตลอด
- ชีวิตจะบัดซบทุกครั้ง ที่ไฟดับ
- ตอน Present โปรแกรมให้ลูกค้าดู ต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนทุกครั้ง
- เวลาขี้เกียจแก้งาน โปรแกรมเมอร์จะบอกว่า “Code ตรงนี้กูไม่ได้เป็นคนเขียนครับ”
- เวลาโปรแกรมมีปัญหา ลูกค้ามักจะบอกว่า “ยังไม่ได้ไปทำอะไรมันเลยนะ อยู่ๆก็ใช้ไม่ได้”
- โปรแกรมเมอร์ว่างงาน มักง่วงตอนสายๆ หรือบ่ายๆ
- คาเฟอีนคือยาวิเศษ
- การนั่งหลับเวลาง่วงมักไม่ค่อยได้รับความยอมรับจากหัวหน้า
ที่มา : www.narongwit.com
ปล. เจ้าของบล็อก :
- โปรแกรมเมอร์หลายคนเช่นผมอาจจะ แบ่งเวลา 1 ใน 3 ของเวลางานที่ประเมินไว้ไปนั่งเล่น เน็ต แช็ทเอ็ม หรือทำเรื่องที่ตัวเองสนใจ พอเวลาเริ่มกดดันจะค่อยมีสมาธิแล้วเริ่มทำงาน
- ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะต้องเปลี่ยนงานบ่อยๆ พูดเก่งๆ
- ภาษาที่สำคัญจริงๆ คือภาษาพูดกับภาษาอังกฤษ พรีเซนต์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
- งานประจำเหมือนยานอนหลับ จ็อบนอกเหมือนกาแฟ เกมส์ เหมือนกิน M150 สาว AV คือยาบ้า
- โปรแกรมเมอร์ก็ไม่ได้รู้หรอกนะว่าจะแก้ไวรัสยังไง หรือ ถ้าโทรศัพท์มีปัญหาจะแก้ยังไง
- โปรแกรมเมอร์หลายคนรวมทั้งผม ให้ทำกราฟฟิกคงไม่ไหวนะ
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553
การแปลกไฟล์รูปภาพ byte[] เป็น Base64 String และการแปลง Base64 String เป็น Image
น่าจะได้ใช้กันครับในการอัพโหลดรูปภาพขึ้นเว็บมีวิธีการแปลง image เป็น base64 string และ base64 string กลับไปเป็นรูปภาพ image ทำอย่างไรบ้างลองมาดูกันImage to Base64 Stringpublic string ImageToBase64(Image image, System.Drawing.Imaging.ImageFormat format) { using (MemoryStream ms = new MemoryStream()) { // Convert Image to byte[] image.Save(ms, format); byte[] imageBytes = ms.ToArray(); // Convert byte[] to Base64 String string base64String = Convert.ToBase64String(imageBytes); return base64String; } } Base64 String to Imagepublic Image Base64ToImage(string base64String) { // Convert Base64 String to byte[] byte[] imageBytes = Convert.FromBase64String(base64String); MemoryStream ms = new MemoryStream(imageBytes, 0, imageBytes.Length); // Convert byte[] to Image ms.Write(imageBytes, 0, imageBytes.Length); Image image = Image.FromStream(ms, true); return image; } |
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทำโปรเจคจบยังไงให้โดนใจคุณครู ตอนที่ 2
หายไปหลายวันกลับมาใหม่ ก็ลืมเลยว่าจะเขียนไรต่อ ฮ่าๆๆ
เอาเป็นว่าขั้นต่อไปจะมาพูดถึงว่าทำไงให้มันโดนใจอาจารย์ ในส่วนของไอเดีย และจินตนาการ
มีข้อคิดในการหาไอเดียอย่างนี้ครับ
1. คุณไปอ่านๆๆๆๆๆ อะไรก็ได้ อย่าอ่านแต่คอมพิวเตอร์ เว็บ บล็อกสารานุกรม หรืออะไรทั้งหลาย แล้วลองคิดดูว่ามันขาดอะไรไปบ้าง เราต้องการเพิ่มอะไรเข้าไป เช่นไปร้านเน็ตก็น่าจะมีโปรแกรมสั่งอาหารสั่งขนมโดยไม่ต้องเดิน อะไรแบบนั้น ให้ร้านเค้าเอามาส่งเองเลย
2. คุณมีงานอดิเรกอะไร มีความสนใจเรื่องไหน เคยเห็นอะไรแล้วสะดุดตา ลองไปคิดดูว่ามันเอามาใส่ในคอมฯได้ไหมถ้าได้ลองคิดเป็นโปรเจคดู
3. ถามๆๆๆๆ แล้วก็ ถาม ให้มากที่สุด กล้าถามก็มีคนกล้าตอบ ถามอาจารย์ที่ปรึกษาง่ายที่สุด อิอิแต่จะให้ดีไปถามในกูเกิ้ลก่อนแล้วค่อยไปถามคน ไม่งั้นเดี๋ยวโดนเค้าด่ามาว่าไม่หาข้อมูลก่อนมาถาม
4. เอาให้มันใช้ได้จริงนะ เป็นโปรแกรมที่ควรทำมาแล้วได้ใช้
นึกไม่ออกละถ้านึกออกเดี๋ยวมาเขียนใหม่นะ บายๆ ว่าที่โปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย สวัสดีครับ
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทำโปรเจคจบยังไงให้โดนใจคุณครู ตอนที่ 1

วันนี้มาเริ่มต้นกันด้วยไอเดียดีกว่า ไอเดีย จินตนาการ สำคัญกว่าวิธีการ มีใครเถียงผมไหม? เพราะฉนั้นเหตุผลที่คนเขียนโปรแกรมไม่เก่งไม่ได้อยู่ที่เค้าไม่เข้าใจ แต่เ้ค้าขาดจินตนาการมากกว่า แต่ข้ามมันไปก่อน อยากจะแชร์ให้น้องๆ (อิอิ ขอเรียกน้องๆนะครับ) ได้รับไอเดียจากผมไปบ้างว่าอะไรที่คิดว่าทำแล้วโดนใจอาจารย์ที่ปรึกษา คณะกรรมการ หรือแม้กระทั่งให้มันไปประกวดได้รางวัลไปเลย
อย่างแรกมาดูกันก่อนว่าไอเดียดีๆควรจะเป็นแบบไหน
- ใช้ได้จริง ไม่ใช่ทำแล้วกองไว้เปลือง CD กับค่า กระดาษ A4
- มีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ หรือสร้างสรรค์
- ไม่จำเป็นต้องใหม่ทั้งหมด เอาที่มีอยู่แล้วมา่ต่อยอดก็ได้ครับ อาจารย์ส่วนใหญ่แค่อยากดูว่าเราเขียนโปรแกรมเป็นไหมแค่นั้นเอง
- หน้าตาไม่สำคัญเท่า ฟังก์ชั่นการทำงาน เพราะเราเป็น programmer ไม่ใช่ designer แต่ถ้าสวยหรือหรูก็ได้คะแนนเพิ่ม แต่ขอให้เรียบหรูดีไว้เป็นใช้ได้
- ถ้าทำเว็บลองใส่ Ajax แปลกๆเข้าไปดู เพื่อเรียกร้องคะแนนสงสารในความพยายามของเรา
- อย่าทำโครงการใหญ่เกินไป เดี๋ยวทำไม่เสร็จ อย่าไปรัดคอตัวเองนั่นแหละเดี๋ยวซวย เอาเนื้อๆเน้นๆจะดีกว่า เคยเจอโครงการนึงทำ dictionary webservice เสียเวลา 80% ไปกับการคีย์คำศัพท์ สนุกไหมละนั่น
- ถ้าเอาแบบโดนจริงๆต้องมี Innovation ด้วยอย่างตอนผมเป็นนักศึกษา จาวา มาใหม่ๆ ผมก็เลยทำห้องทดลองฟิสิกส์ออนไลน์ ได้รางวัล NSC กับเค้าด้วยนะ จริงๆมันเป็นโปรเจ็คย่อยจาวา ผมก็เลยจับเอามารวมๆยำๆทำเป็น เว็บ E-Learning ซะเลย ก็เลยเวิร์ก อีกอันก็ตอนกระแส WebService มาก็รีบทำก่อนเพื่อนเลย ทำไม่เสร็จแต่ก็จบวิชาโปรเจคเพราะการพรีเซนต์เข้าช่วยฮ่าๆ มันโดนใจอาจารย์่น่ะครับต่อรองได้
- แบ่งงานกันดีๆ ให้คุณครูเห็นว่าเราทำเป็นทีมได้ดีขนาดไหน โปรเจคเทพแต่เพื่อนอีกคนพิมพ์เอกสารก็ไม่เวิร์กนะ
- เลิกเล่นเกมส์ ไปหาอ่านบล็อก บทความดีๆซะบ้าง ลงมืำอตอนนี้เลย อย่ารอ โอเค๊!!!
เดี๋ยวมาต่อตอนที่ 2 นะไปละ แอ่น แอน แอ๊นนนนนนนน
ป้ายกำกับ:
สอนทำโปรเจ็ค,
สอนทำโปรเจคจบด้วย C#.Net
ปัญหาของเด็กที่เรียนสาย IT ทุกวันนี้ รู้ตัวเองก่อน สอนทำโปรเจค ด้วย C#.Net
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่านี่เป็นเพียงแคุ่มุมมองหนึ่งในฐานะรุ่นพี่ โปรแกรมเมอร์ และอาจารย์คนหนึ่งที่มองต่อ เพื่อนๆืที่เคยเรียนด้วยกัน หรือเด็กที่เคยสอน ผมจะมองภาพรวมสำหรับ คนที่ไม่ได้เก่งหรือมีทักษะ ในการเขียนโปรแกรมเท่าไหร่ คนไหนเก่งแล้วไม่ต้องอ่านครับ หรือถ้าอ่านคิดว่ามีอะไรน่าเพิ่มเติมก็ใส่ให้หน่อยละกัน
สิ่งที่คนมาเรียนสาย IT ไม่ว่าจะเป็นสาขา สารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิศวคอมพิวเตอร์ แล้วเขียนโปรแกรมไม่เป็นน่าจะ(น่าจะนะครับไม่ได้ฟันธง) มาจากปัจจัยประมาณนี้
- เรียนแบบจำๆๆๆ จดๆๆๆ ไม่ค่อยคิดสร้างสรรค์
- ไม่กล้าลงมือ เพราะกลัวผิด
- ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโค้ดที่ก็อบมา
- อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก
- ไม่ค่อยสังเกตสิ่งรอบข้าง หรือไม่เป็นคนช่างสังเกตนั่นแหละ
- ไม่มีฝันหรือเป้าหมายในชีวิตเท่าไหร่
- ไม่กล้าเดา
- ไม่กล้าตัดสินใจ
- ไม่มีความเป็นผู้นำ
- ขี้เกียจ ไม่ยอมหัดเขียนโปรแกรม ไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือขี้เกียจกระทั่งเปิดดิคชันนารี
- ไม่รู้จะเรียนไรเลยมาเรียนคอมเพราะคิดว่า เล่น msn หรือ games online เยอะๆแล้วจะเรียนคอมรู้เรื่อง
- จริงๆยังมีอีกเยอะ เดี๋ยวมาลงเพิ่ม
นี่แค่คร่าวๆนะครับ ผมว่ายังมีอีกหลายข้อ คือเท่าที่เห็นเนี่ย นอกจากจะปึกคอมแล้วยังขี้เกียจอีกต่างหากครับ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญอย่างแรกเลย คือคุณต้อง ขยัน (ตัวใหญ่ๆ) ผมเห็นมาเยอะแล้วครับเรียน 4 ปี จบไม่ได้เก่งอะไรแต่อาศัยขยันๆๆๆ ก็เขียนเป็นเองครับ
ใครลองพิจารณาดูนะครับ ที่ผมบอกไปนี่คือข้อด้อยถ้าคุณมีหลายข้อก็ให้เปลี่ยนเป็นตรงกันข้ามนะครับ แล้วจะดีขึ้นเชื่อผม
แล้วเจอกันในบทความถัดไป บายๆ เจอกันนะเด็กๆ จุ๊บๆ
ผมทำบล็อกนี้ขึ้นมาทำไม (บล็อก สอนทำโปรเจ็ค ด้วย C#)
สวัสดีครับ ขอแนะนำตัวอีกครั้งละกันนะครับ ผมชื่อนายวาที วิเชียรนิตย์ เรียกว่า เวย์ ก็ได้ ก็เคยเป็นอาจารย์สอนคนมาระยะหนึ่ง แต่เดียวนี้ก็มาเป็นโปรแกรมเมอร์ กับนักธุรกิจเล็กๆแล้ว แต่ช่วงที่เป็นอาจารย์เนี่ยเคยรับสอนพิเศษให้นักศึกษาทำโปรเจคด้วยภาษา Java อยู่กับฐานข้อมูลอย่าง Oracle ก็เลยอยากจะมาแชร์ข้อมูลให้น้องๆ น.ศ. ที่ต้องทำโปรเจคจบเกี่ยวกับสาย IT หรือ Computer ทั้งหลายได้มีไอเดียไปต่อยอดกันต่อไปนะครับ
สิ่งที่จะมีในเว็บนี้ก็จะเป็น
- เทคนิคการทำโปรเจคให้โดนใจอาจารย์
- สอนเริ่มต้นพื้นฐานในการเขียนโปรแกรม
- ตัวอย่างโค้ดที่จำเป็น ไม่ใช่ในหนังสือห่วยๆในร้านขายหนังสือพวกนั้นเอามาใช้ไม่ได้หรอกจ้า
- ตัวอย่างโปรแกรมบางโปรแกรมที่น่าไปลองแกะดู
- แชร์ไอเดียทำโปรเจคกันด้วยละกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)